รีวิวหนัง Wrath of Man

รีวิวหนัง Wrath of Man

หลังจากที่เมื่อปี 2019 กาย ริตชี่ย์ (Sherlock Holmes) ได้กลับคืนสู่วงการหนังอาชญากรรมอีกครั้งใน The Gentlemen ล่าสุดในปี 2021 นี้เขาก็ได้มีหนังเรื่องใหม่อย่าง Wrath of Man ที่ครั้งนี้มาในแนว แอคชั่น อาชญากรรม พร้อมเป็นการกลับมาร่วมงานกันในรอบ 16 ปี ของ ริตชี่ย์ และ เจสัน สเตทแฮม (Hobbs and Shaw) อีกด้วย

โดย Wrath of Man จะว่าด้วยเรื่องราวของ เอช (เจสัน สเตทแฮม) ชายมาดนิ่ง ที่ได้มาสมัครงานเป็นคนขับรถขนเงิน ซึ่งหลังจากที่ได้ทำงานไปได้ไม่นาน เอช ก็ได้แสดงความสามารถในการป้องกันรถขนเงินจากแก๊งอาชญากรได้  แต่ด้วยคาแรคเตอร์ที่พูดน้อย และไม่เข้าสังคม ทำให้เขาเป็นที่ไม่ปลื้มของเพื่อนร่วมงานเท่าไหร่ จนหลังจากนั้นไม่นานก็ได้เกิดการปล้นเงินครั้งใหญ่ ซึ่งแก๊งปล้นนี้ก็มีคนในบริษัทรถขนเงินเป็นสายให้ และยังได้เป็นกลุ่มคนที่เป็นสาเหตุที่ เอช ต้องมาทำงานนี้

Wrath of Man ยังคงเป็นหนังสไตล์ กาย ริตชีย์ ที่มาพร้อมบทที่เต็มไปด้วยชั้นเชิง การหักเหลี่ยมเฉือนคม และฉากหักมุม ที่ชวนเซอร์ไพรส์ แบบเดียวกับ Snath หรือ The Gentlemen เพียงแต่ครั้งนี้ ริตชีย์ ได้ปรับโทนอารมณ์ด้วยการลดคอเมดี้ลง และเพิ่มโทนที่จริงจัง หนักแน่นขึ้น ทำให้หนังเรื่องนี้มีความเข้มข้น ดุเดือดกว่าหนังของ หาย ริตชีย์ ที่ผ่านมา นอกจากนี้ในเรื่องนี้ ริตชีย์ ก็ยังฉีกกรอบเดิม ด้วยการหยิบวิธีการเล่าแบบหนังราโชมอน มาใช้งาน โดยจะเป็นการนำเสนอเหตุการหนึ่งในเรื่องผ่านแต่ละมุมมอง ซึ่งมันจะเป็นส่วนที่เฉลยที่มาทั้งหมดของหนัง

แต่ด้วยความที่เป็นหนังสไตล์ กาย ริตชีย์ ที่เต็มไปด้วยการหักเหลี่ยม เฉือนคม แน่นอนว่าหนังอาจไม่ได้มีฉากแอคชั่นเยอะมากนัก โดยเฉพาะช่วงกลางเรื่องที่จะหนักไปที่การเฉลยปม การปูเรื่องไปสู่ตอนจบ ที่อาจทำให้บางคนง่วงเหงาหาวนอนบ้าง แต่หากทนดูจนจบจะพบทีเด็ดในท้ายเรื่อง ที่ไม่เคยมีในหนังกาย ริตชีย์ เรื่องไหน ๆ ช่วงท้ายของหนังทำออกมาได้ดุเดือด เข้มข้น และคาดเดาอะไรไม่ได้ เป็นการแอคชั่นที่ปิดเรื่องได้อย่างงดงาม และทรงพลังมาก ๆ

ด้านการแสดง อาจไม่ได้มีอะไรชวนเซอร์ไพรส์มากนัก ด้าน เจสัน สเตทแฮม ได้คืนฟอร์มหนังฟอร์มเล็กอีกครั้งหลังจากไปโด่งดังในแฟรนไชส์ Fast ครั้งนี้เขายังกลับมาแสดงบทที่หลายคนคุ้นเคยคือบทแบบพูดน้อย ต่อยหนัก ที่มีความเท่ และมีเสน่ห์ทุกครั้งที่ได้เห็น สเตทแฮม ในบทแบบนี้ ส่วนด้าน สก้อตต์ อีสต์วู้ด ก็เป็นดาราสมทบที่สามารถขโมยซีนดาราหลาย ๆ คนได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นการแสดงที่ไม่ได้บทเยอะมาก แต่น่าจดจำที่สุดบทหนึ่งของเขา

โดยรวม Wrath of Man คืออีกหนังของ กาย ริตชีย์ ที่ยังมีเสน่ห์แบบเดิม ๆ ให้ได้เห็น พร้อมเพิ่มเติมความจริงจัง หนักแน่นเข้าไป จนกลายเป็นหนังที่เข้มที่สุดเรื่องหนึ่งของผู้กำกับผู้นี้ ใครที่ชอบหนังอาชญากรรม เนื้อหาเข้มข้น ดุเดือด เนื้อหาไม่จำเจ นี่เป็นอีกเรื่องที่อยากแนะนำ

สามารถรับชม Wrath of Man ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

Cr.ภาพ: IMDB, Rotten Tomatoes

ลิงก์ตัวอย่าง: https://youtu.be/EFYEni2gsK0

ติดตามบทความ ซีรีย์ – หนัง ในทุกสัปดาห์ได้ที่ news-entertainments.com

FB : รวมพลคนบันเทิง 

รีวิวหนัง One Piece Film: Red

One-Piece-Film

ผลงานอนิเมะเดอะมูฟวี่ภาคล่าสุดจาก One Piece ที่ครั้งนี้ได้ โกโร ทานิกุจิ (Code Geass) มารับหน้าที่กำกับ โดยเรื่องราวในภาคนี้ก็จะเป็นการหยิบความลับของตัวละคร แชงก์ มาเล่ามากยิ่งขึ้น ผ่านตัวละครใหม่ของเรื่องอย่าง อูตะ

เนื้อหาใน One Piece Film: Red จะว่าด้วยเรื่องราวของ อูตะ นักร้องสาวที่กำลังโด่งดัง ได้จัดคอนเสิร์ตครั้งใหญ่ขึ้นที่เกาะแห่งหนึ่ง ซึ่งพวกกลุ่มโจรสลัดหมวกฟางลูฟี่ ก็ได้มาร่วมงานในครั้งนี้ ก่อนที่ทุกคนจะได้รู้ความจริงจากลูฟี่ว่า อูตะ นั้นเคยเป็นหนึ่งในลูกเรือของแชงก์ที่เขารักเธอเหมือนลูก และลูฟี่ ก็เคยเป็นเพื่อนในวัยเด็กของเธอ ด้วยเหตุนี้ทำให้เหล่าทหารเรือต่างพุ่งเป้ามายังอูตะ เพื่อจับกุมเธอ ในขณะที่ อูตะเองก็ซ่อนแผนร้ายบางอย่าง ที่จะปลดปล่อยสิ่งชั่วร้าย ที่มีอำนาจทำลายโลกได้ ลูฟี่ และผองเพื่อนเลยต้องร่วมมือกันรับมือกับ อูตะ และกองทัพเรือ เพื่อช่วยโลกใบนี้

ตัวหนังในภาคนี้ค่อนข้างต่างจาก One Piece ฉบับหนังภาคก่อน ๆ เพราะในภาคนี้หนังพยายามขายความเป็นมิวสิคคัล เข้าไปในเรื่อง โดยมีจุดขายคือตัว อูตะ ที่เป็นคนร้องเพลงทั้งหมดของเรื่อง โดยหน้าที่ของเพลงในเรื่องนี้นอกจากจะเป็นความบันเทิง เพลิดเพลินของเรื่องแล้ว ยังเป็นตัวช่วยในการเล่าเรื่องอีกด้วย โดยเพลงจะปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ในเรื่องที่มีทั้งระทึกขวัญ ดราม่า และแอ็คชั่น ดังนั้นผู้ชมจะได้ฟังตั้งแต่เพลงป้อป ไปจนเพลง EDM หรือแนวร็อคในเรื่องเดียว

ด้านการเล่าเรื่องในเรื่องนี้ค่อนข้างมีการกระชับเนื้อหาของหนังให้ดูสนุก และเดินเรื่องเร็วมากขึ้น ทั้งนี้ด้วยตัวละครที่เข้ามามีบทบาทในเรื่องมีค่อนข้างเยอะ ทั้งตัวละครจากอนิเมะหลัก และตัวละครใหม่ในหนัง ที่เข้ามาเสริมทัพให้หนังมีสีสัน ทำให้ตัวละครบางตัวมีบทบาทค่อนข้างน้อย แต่กระนั้นโดยภาพรวมหนังก็มีการกระจายบทค่อนข้างดี สามารถนำคาแรคเตอร์จากในอนิเมะ มาต่อยอดในหนังได้อย่างชาญฉลาด

ในส่วนการแฟนเซอร์วิส ในภาคนี้นับว่าจัดเต็ม พอ ๆ กับ One Piece Stampede ไม่ว่าจะเป็นอีสเตอร์เอ้ก การใส่ฉากที่แฟน ๆ รอคอย โดยในภาคนี้ผู้ชมจะได้เห็นแชงก์ในมุมที่ไม่ค่อยได้เห็นในอนิเมะ หรือมังงะ มากขึ้น มีฉากไคล์แมกซ์ ที่ทำให้แฟน ๆ จะต้องฟินแบบจุใจ สมการรอคอย

โดยรวม One Piece Film: Red เป็นเดอะมูฟวี่จาก One Piece ที่น่าจะถูกใจแฟนหนังที่รอคอย หนังจัดเต็มไปด้วยแฟนเซอร์วิส และการเล่าเรื่องที่สนุก เข้มข้นตลอดทั้งเรื่อง ใครที่เป็นแฟนอนิเมะชุดนี้ ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

One Piece Film: Red มีกำหนดเข้าฉาย 25 สิงหาคมนี้ในโรงภาพยนตร์

ลิงก์ตัวอย่าง: https://youtu.be/z09PpH9IKdk

ติดตามบทความ ซีรีย์ – หนัง ในทุกสัปดาห์ได้ที่ news-entertainments.com

FB : รวมพลคนบันเทิง 

รีวิวซีรีส์ Candy

รีวิวซีรีส์ Candy

Candy เป็นอีกหนึ่งซีรีส์ดราม่า อาชญากรรมจากช่อง Fox   ผลงานการสร้างสรรค์โดย นิค แอนทอสกา ที่เคยทีผลงานอย่าง The Act ที่ได้นักแสดงหญิงมากฝีมืออย่าง เจสสิก้า บีล จากซีรีส์ Sinner มารับบทนำ ร่วมสมทบด้วย เมลานี่ ลินสกี (Don’t Look Up), พาโปล เชลเปอร์ (13 Hours) และ ทิโมที ไซมอนส์ (ซีรีส์ Station Eleven)

ซีรีส์จะว่าด้วยเหตุการณ์จริงเมื่อปี 1980 เมื่อ แคนดี้ (มอนตเกอเมอรี (เจสสิก้า บีล) หญิงวัยกลางคน ที่ชีวิตรักของเธอและ แพท (ทีโมที ไซมอนส์) กำลังอยู่ในจุดอิ่มตัว เมื่อสามีของเธอแทบไม่มีเซ็กซ์กับเธอเลย จนทำให้ แคนดี้ ที่หลงไหลในนิยายอีโรติก และเรื่องเซ็กซ์ของคนอื่น ต้องวหาทางออกด้วยการแอบไปมีสัมพันธ์กับ อลัน กอร์ (พาโปล เชลเปอร์) สามีของ  เบตตี้ (เมลานี่ ลินสกี) ที่ทั้งสองก็มีปัญหาชีวิตคู่ไม่ต่างกัน แต่เมื่อ แคนดี้ และอลัน เริ่มถลำลึกไปกับการนอกใจครั้งนี้ มันก็ได้นำมาสู่โศกนาฎกรรมที่ไม่มีใครคาดคิด

แม้ว่าจะเป็นซีรีส์ที่สร้างจากคดีอาชญากรรมจริง แต่กระนั้น Candy ก็ไม่ได้มาในทิศทางของซีรีส์แนวสืบสวน อาชญากรรมมากขนาดนั้น แต่ซีรีส์เรื่องนี้จะเล่าในทิศทางของหนังดราม่า แทน ตลอดทั้งเรื่องผู้ชมจะได้ไปสำรวจชีวิตคู่สองคู่ ที่เต็มไปด้วยปัญหา และความขัดแย้ง ที่ทุกคนเลือกจะเก็บมันไว้เป็นความลับ จนกลายเป็นความสัมพันธ์อันน่ากระอักกระอ่วนใจ

แต่กระนั้นในช่วงสองตอนท้ายของเรื่อง ก็ได้เพิ่มมุมมองของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้ามาสร้างสีสันให้เนื้อหา และทำให้คนดูสามารถเข้าใจภาพรวมเหตุการณ์ในหลาย ๆ มุมมอง แม้ว่าจะเป็นการแต่งเติมไปบ้างเพื่อเพิ่มอรรถรส แต่ก็นับว่าเป็นการแต่งเติมที่สมเหตุสมผล เพิ่มน้ำหนักให้การกระทำต่าง ๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม

ความน่าสนใจคือวิธีการเล่าเรื่องของซีรีส์ ที่ไม่เล่าตามเส้นเรื่องปกติ แต่ตอนแรกของซีรีส์ เลือกที่จะเล่าปลายทางของเหตุการณ์ ก่อนที่จะค่อย ๆ ย้อนมาเล่าต้นสายปลายเหตุหลังจากตอน 2 ขึ้นไป โดยค่อย ๆ ให้คนดูไปพบกับเหตุและผลของเรื่องราวทั้งหมด อย่างสนุก ชวนติดตาม

การแสดงในเรื่องนี้ ต้องขอชื่นชม เจสสิก้า บีล ในเรื่องนี้ที่สลัดภาพจำของเธอไปโดยปริยาย ในเรื่องนี้เธอได้ถ่ายทอดบทหญิงที่มีความอิจฉา และตัณหาที่ซ่อนอยู่ ซึ่งเธอก็เข้าถึงบทบาท จนเราทั้งรัก ทั้งกลัวตัวละครแคนดี้ ในเรื่อง

โดยรวม Candy เป็นอีก Limited Series คุณภาพแห่งปี 2022 อีกเรื่อง ที่เล่าเหตุการณฺเล็ก ๆ มาถ่ายทอดได้ชวนติดตาม ตลอดเรื่องซีรีส์ที่สอดแทรกหลากแง่มุมของคดี ที่เปี่ยมด้วยมิติ และสะท้อนปัญหาชีวิตคู่ได้ดีเยี่ยม ใครที่ชอบซีรีส์สั้น ๆ สร้างจากเรื่องจริง ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง

สามารถรับชมซีรีส์ Candy ได้แล้ววันนี้ที่ Disney+  Hotstar

Cr.ภาพ: IMDB

ลิงก์ตัวอย่าง: https://youtu.be/LTbM06Ds42s

รีวิวหนัง Cry Macho: หนัง Road-Movie

รีวิวหนัง Cry Macho: หนัง Road-Movie

หลังจากที่เมื่อปี 2018 คลินต์ อีสต์วู้ด ได้หวนกลับมาแสดงนำในหนังที่ตัวเองกำกับอีกครั้งใน The Mule นอกจากนี้ผู้กำกับรุ่นเก๋าก็ยังมาพร้อมกลิ่นอายการเล่าเรื่องแบบหนังตะวันตก ที่เป็นแนวคุ้นเคยเมื่อวัยหนุ่ม ในผลงานล่าสุดของ อีสต์วู้ด อย่าง Cry Macho ที่ดัดแปลงมาจากนิยายของ เอ็น ริชาร์ด แนช เขาก็ได้กลับมารับหน้าที่กำกับ และแสดงนำอีกครั้ง ก็ยังมาพร้อมบรรยากาศแบบตะวันตกที่จัดเต็มยิ่งกว่าเดิม

Cry Macho จะว่าด้วยเรื่องราวของ ไมค์ (คลินต์ อีสต์วู้ด) คนดูแลม้าวัยชรา ผู้ครั้งหนึ่งเขาเคยโด่งดังในฐานะนักแข่งม้าเบอร์ต้น ๆ แต่ด้วยวัยที่โรยรา ทำให้ ไมค์ ใช้ชีวิตแบบอ้างว้าง ไร้จุดหมาย จนวันหนึ่งอดีตเพื่อนร่วมงานของเขาได้มาขอให้ไมค์ ช่วยไปตามหาลูกชายวัย 13 ปีของเขา ที่ตอนนี้อยู่กับแม่ที่เป็นอาชญากรในเม็กซิโก หน้าที่ของไมค์คือพาเด็กชายคนนี้กลับมาหาพ่อของเขา จนนำมาสู่การผจญภัยของสองคนต่างวัย และไก่อีก 1 ตัว ที่เต็มไปด้วยมิตรภาพ และความประทับใจ

หนังมาในแนว Road-Movie ที่เล่นกับบรรยากาศตะวันตก เช่นเดียวกับหนังของเลียม นีสัน ในปีเดียวกันอย่าง The Marksman และเช่นเดียวกับ The Mule ในเรื่องนี้ อีสต์วู้ดยังคงเล่นกับความเป็นหนังดราม่า อาชญากรรมท่ามกลางชายแดนสหรัฐ เม็กซิโก ส่วนตัวละครของ อีสต์วู้ด ก็ยังคงเป็นชายแก่ผู้มีโดดเดี่ยว ไม่ต่างอะไรจากบทบาทอื่น ๆ ที่เราคุ้นเคยในหนังที่ผ่านมาของเขาเอง

เช่นเดียวกับหนังแนว Road-Movie เรื่องอื่น ๆ หนังมีการเล่นกับความสัมพันธ์แบบคู่หูคู่กัดของสองตัวละคร ที่เป็รไฮไลท์หลักของเรื่อง ซึ่งหนังก็สามารถนำเสนอความสัมพันธ์ของสองตัวละครออกมาได้น่าสนใจ ชวนติดตาม ด้วยความที่ทั้งสองตัวละครต่างเป็นคนชายขอบ ที่ต่างรู้สึกว่าตนไม่เป็นที่ต้องการของสังคม การเดินทางของทั้งสองมันเลยสามารถสร้างความรู้สึกร่วมกับคนดูได้ไม่ยากนัก นอกจากนี้หนังเรื่องนี้ก็ยังไม่ได้นำเสนอภาพของ เม็กซิโกในแค่มุมของดินแดนที่อันตรายเท่านั้น แต่หนังยังนำเสนอมุมที่สวยงามของวัฒนธรรม และผู้คนออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ

แต่กระนั้น Cry Macho กลับค่อนข้างเป็นงานที่น่าผิดหวังในรอบหลายปีของ คลินต์ อีสต์วู้ด ทั้ง ๆ ที่หนังมีบรรยากาศที่น่าจะเป็นหนังอาชญากรรมที่สนุก แต่ด้วยความที่หนังพยายามขายดราม่า ความสัมพันธ์ของสองตัวเอกจนเกินไป ทำให้หนังเรื่องนี้กลับเป็นงานที่จืดชืดที่สุดเรื่องหนึ่งของ อีสต์วู้ด ด้วยความที่บทหนังมาตามสูตรของหนัง Road-Movie จนเกินไป ทำให้หนังขาดความแปลกใหม่ และความสนุก น่าติดตาม หากจะเปรียบเรียกได้ว่าหนังเรื่องนี้เปรียบเสมือนการทำมาเพื่อเคารพหนังคาวบอยในอดีตที่ทำให้ คลินต์ อีสต์วู้ดโด่งดังมาจนทุกวันนี้ แต่มันกลับเป็นงานที่ไม่ถูกใจคนดู และนักวิจารณ์เท่าที่ควร

โดยรวม Cry Macho เป็นงานจาก คลินต์ อีสต์วู้ด ที่อาจไม่ได้โดดเด่นนัก หากเทียบกับงานยุคหลัง ๆ ของเขาอย่าง Sully, Captain Phillip หรือ American Sniper อาจด้วยความที่เป็นงานที่เขาทำมาเพื่อเคารพหนังตะวันตก หนังสนุกแบบ Road-Movie ที่ไม่ได้แย่มาก แต่ขณะเดียวกันมันก็แทบไม่มีอะไรให้น่าจดจำนัก

สามารถรับชม Cry Macho ได้แล้ววันนี้ที่ HBO GO

Cr.ภาพ: Rotten Tomatoes

ติดตามบทความ ซีรีย์ – หนัง ในทุกสัปดาห์ได้ที่ news-entertainments.com

FB : รวมพลคนบันเทิง

รีวิวหนัง Red Notice

รีวิวหนัง Red Notice

อีกหนึ่งผลงานหนังแอคชั่นฟอร์มยักษ์ประจำปี 2021 จาก Netflix ที่ได้สามนักแสดงดังแห่งยุคอย่าง เดอะ ร็อค (Jungle Cruise), ไรอัน เรย์โนลด์ (Deadpool) และ กัล กาดอท (Wonder Woman) โคจรมาเจอกัน ภายใต้งานกำกับและเขียนบทของ รอว์สัน มาร์แชล ทูเบอร์ (Skyscraper)

โดยหนังจะว่าด้วยเรื่องราวของ จอห์น ฮาร์ลีย์ (เดอะ ร็อค)  เจ้าหน้าที่ FBI ผู้เชี่ยวชาญด้านอัญมณีของมีค่า ที่ได้ตามล่า โนแลน บูธ (ไรอัน เรย์โนลด์) จอมโจรที่ได้ขโมยไข่ทองคำที่เป็นสมบัติของคลีโอพัตรา จากพิพิฒภัณฑ์ในกรุงโรม ทว่าหลังจากที่ตามล่า บูธ จนได้ตัว ฮาร์ลีย์ ก็พบว่าเขาได้ถูกใส่ร้ายจาก บิชอป (กัล กาดอท) อีกหนึ่งจอมโจรสาว ที่ได้ให้ร้ายว่า ฮาร์ลีย์ และบูธ ร่วมมือกันเพื่อขโมยไข่ทองคำ ด้านตัว ฮาร์ลีย์ ที่เห็นแบบนั้นเขาเลยต้องร่วมมือกับ บูธ เพื่อกู้ชื่อเสียงของตนกลับคืนมา และหาทางเอาคืน บิชอป ด้วยแผนการอันเหนือชั้น (และหลุดโลก) ของพวกเขา

Red Notice ยังคงเป็นงานแอคชั่น คอเมดี้ ที่มาในโทนเดียวกับ Hobb & Shaw ที่ เดอะ ร็อค เคยแสดงนำ และมี เรย์โนลด์ไปรับเชิญ โดยหนังจะมาพร้อมการเล่าเรื่องสไตล์หนังคู่หู คู่กัด ที่ตลอดทั้งเรื่องจะเต็มไปด้วยการไล่ล่า การทำภารกิจ และความเกรียนที่ไม่ลงลอยของตัวละครหลัก ซึ่งในเรื่องนี้หนังก็ใช้งานคาแรคเตอร์ของสามตัวละครหลัก ที่หักเหลี่ยมเฉือนคมไปมา พร้อมการยิงมุกใส่กันเป็นระยะ ๆ จนกลายเป็นความบันเทิงของหนังตลอดทั้งเรื่อง

ด้านฉากแอคชั่นของหนังก็นับว่าทำออกมาได้ดี มีการผสมผสานรูปแบบการต่อสู้ทั้งมือเปล่า และการใช้อาวุธทั้งเล็ก ใหญ่ และระดับความโม้แหลกที่ฉีกทุกกฎฟิสิกส์ พอ ๆ กับหนังตระกูล Fast นอกจากนี้หนังยังผสมกลิ่นไอของหนังแนวผจญภัย ล่าสมบัติแบบ Indiana Jones ที่มีความตื่นตาตื่นใจ มีการผสมผสานเรื่องราวประวัติศาสตร์ เข้าไปเพิ่มสีสันให้ตัวหนังมีความสมจริง มากยิ่งขึ้น

เคมีการแสดงของทีมนักแสดงทั้ง 3 คน ต่างสามารถสร้างสีสันให้หนังได้อย่างดีเยี่ยม ไรอัน เรย์โนลด์ ยังคงเป็นจอมยิงมุกประจำเรื่อง ที่แต่ละมุกของเขาสามารถสร้างเสียงหัวเราะได้ตลอดทั้งเรื่อง ส่วน เดอะ ร็อค ยังเป็นจอมบู๊ ที่ช่วยทำให้หนังดุเดือดเข้มข้นมากขึ้น ส่วน กัล กาดอท ก็ยังถ่ายทอดบทเซ้กซี่ พราวเสน่ห์ ที่เดาทางไม่ได้ว่าเรื่องนี้เธอจะมาดีหรือมาร้าย

อย่างไรก็ตาม Red Notice ก็ยังเป็นหนังที่ประสบปัญหาคล้าย ๆ กับหนังแอคชั่น คอเมดี้ ส่วนใหญ่ มักเผชิญกัน คือความเป็นสูตรสำเร็จเกินไปของหนัง จนไร้ซึ่งความแปลกใหม่ บทหนังที่ค่อนข้างขาดเสน่ห์ ขาดมิติของตัวละคร แม้ว่าหนังจะพยายามสอดแทรกดราม่า หรือปูมหลังของตัวละครแค่ไหนก็ตาม แต่หนังก็โดนพาร์ทดราม่า และคอเมดี้กลบไปหมดสิ้น

โดยรวม Red Notice ยังเป็นอีกหนึ่งหนังแอคชั่น คอเมดี้ ทุนใหญ่จาก Netflix ที่ทำมาเพื่อเอาใจคอหนังที่ต้องการเสพความบันเทิงแบบง่าย ๆ เน้นเอามันส์ ไม่เน้นสาระ ที่ดูจบแล้วจบเลย ไม่มีอะไรให้คิดต่อมากมาย แต่กระนั้นหนังเรื่องนี้ก็ทิ้งตอนจบแบบปูทางไว้สำหรับภาคต่อเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งหากมันประสบความสำเร็จระดับเดียวกับ Extraction เมื่อปีที่แล้ว เราอาจเห็นภาคต่อของหนังชุดนี้ก็เป็นได้

สามารถรับชม Red Notice ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

Cr.ภาพ: Rotten Tomatoes

ติดตามบทความ ซีรีย์ – หนัง ในทุกสัปดาห์ได้ที่ news-entertainments.com

FB : รวมพลคนบันเทิง 

Marvel ปล่อยตัวอย่างแรกจากหนัง Black Panther

Marvel ปล่อยตัวอย่างแรกจากหนัง Black Panther

ในที่สุดก็ปล่อยออกมาให้ได้ชมกันแล้ว สำหรับตัวอย่างแรกอย่างเป็นทางการของ Black Panther: Wakanda forever หนังภาคที่สองของ Black Panther ที่ตลอกช่วงที่ผ่านมาแทบจะกั้กข้อมูลการสร้างไว้เป็นความลับมาโดยตลอด โดยตัวอย่างนี้ก็เผยครั้งแรกในงาน SDCC 2022 พร้อมประกาศโปรเจกต์น่าสนใจกว่า 12 เรื่องจาก MCU ที่จะให้ได้ชมยาว ๆ จนถึงปี 2025

สำหรับ Black Panther: Wakanda Forever จะเป็นหนังที่พูดถึงเหตุการณ์ของผู้คนชาววากานด้า หลังจากที่สูญเสียกษัตริย์ ทีชาล่า (แชดวิก โบสแมน) ไป ทำให้ผู้คนมากมายต่างรำลึกถึงราชาผู้นี้ พร้อมเดินหน้าใช้ชีวิตต่อไปอย่างเข้มแข็ง เพื่อเตรียมรับมือกับสงครามครั้งใหม่ จาก นามอร์ บุรุษผู้เป็นเจ้าสมุทรที่ต้องการรุกรานเมืองวากานด้า ความหวังเดียวของเมืองนี้คือ แบล็คแพนเทอร์ คนใหม่ ที่จะมารับหน้าที่นี้แทน ทีชาล่า

ความน่าสนใจของตัวอย่างที่ปล่อยออกมาให้ชมคือ การที่หนังเลือกที่จะนำเสนอในรูปแบบที่เป็นการไว้อาลัย แก่แชดวิก โบสแมน เจ้าของบท แบล็คแพนเทอร์ คนเก่า ที่เสียชีวิตไปเพราะโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร ทำให้ทาง Marvel ต้องปรับเนื้อหาของหนังชุดนี้ เพื่อสานต่อเรื่องราวของ แบล็คแพนเทอร์ ได้ต่อไปอย่างเหมาะสม หลาย ๆ ฉากในตัวอย่างเลยให้อารมณ์ของการไว้อาลัยนักแสดงหนุ่ม นอกจากนี้ก็ยังมีการเผยสองตัวละครใหม่ที่จะมีบทบาทในภาคนี้ คือ เตนอซ เฮอร์ต้า (The Forever Purge) ที่จะมาในบท นามอร์ และโดมินิค ธอร์น (Judas and the Black Messiah) ในบท ไอร่อนฮาร์ท ฮีโร่คนใหม่ที่จะมีบทบาทสำคัญในอนาคต

ตัวหนังยังได้ ไรอัน คูกเลอร์ มือกำกับจาก Black Panther กลับมากำกับ และร่วมเขียนบทอีกครั้ง พร้อมได้ทีมนักแสดงนำชุดเดิมกลับมารับบทเดิมอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น ลูพิต้า ยองโก ในบท นาเกีย, เลอทิเทีย ไรท์ ในบท ซูริ, ดาไน กูริร่า ในบท โอโคเย่ และ มาร์ติน ฟรีแมน ในบท เจ้าหน้าที่ CIA เอเวอเรต เค รอส

นอกจาก Black Panther: Wakanda Forever แล้ว ในปีหน้า MCU ก็จะเริ่มต้น Phase 5 อย่างเป็นทางการ โดยมี Ant-Man and the Wasp: Quantumania มาเป็นหนังเปิด Phase ซึ่งก็เต็มไปด้วยหนัง และซีรีส์เอาใจแฟน ๆ ให้ชมตลอดปี 2023 ไม่ว่าจะเป็น The Marvels, Guardians of the Galaxy vol.3, Blade และเตรียมพบกับอีเวนต์ใหญ่ใน Phase 6 กับ Avegers The Kang Dynasty และ Avegers Secret Wars ที่จะมีให้ชมในปี 2025

สำหรับ Black Panther: Wakanda Forever จะมีกำหนดฉาย 11 พฤศจิกายนนี้ ในโรงภาพยนตร์

Cr.ภาพ: Marvel Studios

ลิงก์ตัวอย่างหนัง: https://youtu.be/RlOB3UALvrQ

รีวิวหนัง Boss Level

รีวิวหนัง-Boss-Level

Boss Level เป็นผลงานหนังแอคชั่น คอเมดี้ ที่กำกับโดย โจ คานาฮาน (The A-Team) ที่ครั้งนี้เขายังกลับมาพร้อมงานสไตล์การเล่าเรื่องที่หวือหวา มีการเล่นกับพลอต และการผสมผสานความตลกร้ายได้อย่าง

ลงตัว โดยหนังจะว่าด้วยเรื่องราวของ รอย (แฟรงก์ กริลโล) ชายที่พบว่าตนเองนั้น ต้องใช้ชีวิตวนลูปอยู่ในวันเดิม ๆ ซึ่งเมื่อเขาตื่นขึ้นมาจะพบว่ามีกลุ่มนักฆ่ามาตามล่าเอาชีวิตเขา จนทำให้เขาต้องเผชิญกับความตายหลากหลายวิธี รอย เลยต้องหาทางรอดจากลูปมรณะนี้ด้วยการสืบสาวราวเรื่อง และเอาชีวิตรอดจากเหล่านักฆ่า เพื่อไปเผชิญหน้ากับ เวนเทอร์ (เมล กิ๊บสัน) บอสใหญ่ผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด

ความน่าสนใจของ Boss Level คือการที่หนังใช้ประโยชน์ของความเป็นหนังแนววนลูปมานำเสนอในรูปแบบที่ต่างจากงานแนวนี้เรื่องอื่น ๆ โดยหนังได้ใช้แรงบันดาลใจจากเกม มาผสมผสาน ทำให้การวนลูปในหนังไม่ใช่แค่การหาทางรอด การสืบสาวราวเรื่องเท่านั้น แต่มันยังเปรียบเสมือนเวลาที่เราเล่นเกมแล้วแพ้ จนต้องกลับมาเริ่มต้นจุดเดิม ๆ ซ้ำ ๆ เพื่อหาทางเอาชนะเกมนั้น ๆ

ความสนุกของหนังเลยเป็นการถ่ายทอดวิธีการรับมือของตัวละคร รอย ที่เต็มไปด้วยลูกบ้า และความตลกร้าย ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกับฉากแอคชั่นแบบหลุดโลกเหมือนดูหนังซุปเปอร์ฮีโร่ การสร้างสรรค์ตัวละครนักฆ่าแต่ละตัวที่มีสีสัน มีความสามารถที่แตกต่างกัน รวมถึงสารพัดวิธีการตายของตัวละครที่ถูกถ่ายทอดออกมาได้หลุดโลกจนชวนขำในหลายครั้ง

นอกจากพาร์ทแอคชั่น ตลกร้ายแล้ว ในด้านพาร์ทดราม่าของหนังก็ทำออกมาได้ดีไม่แพ้กัน สำหรับในเรื่องนี้หนังเล่นกับประเด็นเรื่องครอบครัว โดยหนังได้มีการเล่นกับสถานการณ์ที่ชวนลุ้น ชวนตื่นเต้น และสามารถสร้างมิติให้กับตัวละครได้อย่างดีเยี่ยม

อย่างไรก็ตาม Boss Level ก็ยังค่อนช้างมีปัญหาอยู่ค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะความเป็นหนังสไตล์วนลูป ที่ยังเต็มไปด้วยสูตรสำเร็จเดิม ๆ ที่ไม่แปลกใหม่ มีการใช้ภาพฉากเดิม ๆ วนไปวนมาเกือบตลอดทั้งเรื่องจนมันกลายเป็นความซ้ำซากจำเจ และด้วยความที่หนังต้องวนเหตุหารณ์อยู่ในวัน ๆ เดียวตลอดทั้งเรื่อง ทำให้หนังต้องใช้วิธีการตัดฉากแบบเร็ว ๆ จนทำให้ส่วนที่น่าจะเป็นจุดขายอย่างฉากแอคชั่น ต้องถูกเล่าแบบรวบรัดตัดฉากแบบกระชับ จนมันไม่มีความน่าจดจำ

นอกจากนี้หนังยังมีปัญหาในเรื่องการใช้งานนักแสดงนำไม่คุ้มค่าเท่าที่ควร หนึ่งในนักแสดงที่หนังใช้งานคุ้มค่าคือ แฟรงก์ กริลโล ผู้เป็นพระเอกของเรื่อง และแบกหนังเอาไว้แบบพอไปวัดไปวา แต่ด้านนักแสดงอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น เมล กิ๊บสัน และ นาโอมิ วัตส์ หนังกลับไม่สามารถนำเสนอบทบาทของพวกเขาให้มีมิติ มีพลังอย่างที่ควร บทบาทของทั้งคู่ เหมือนมีเพื่อมาเติบเต็มให้หนังพอมีมิติเพิ่มมากขึ้น และส่วนที่น่าเสียดายที่สุดคือบท มิเชล โหยว ที่มาเหมือนแค่รับเชิญ ที่มาแบบไร้ซึ่งความจดจำใด ๆ ทั้งสิ้น

โดยรวม Boss Level เป็นหนังแนววนลูปอีกเรื่องที่พอดูได้เพลิน ๆ หนังมีส่วนผสมของแอคชั่น และความตลกร้ายที่ชวนติดตามตลอดทั้งเรื่อง แต่หนังกลับเต็มไปด้วยสูตรสำเร็จของหนังแนวนี้ จนแทบไม่เหลือความแปลกใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้งานดาราในเรื่อง ที่ทำออกมาได้ไม่คุ้มค่าเท่าที่ควร นับว่าเป็นหนังอีกเรื่องที่เหมาะแก่การรับชมแบบโฮมเอนเทอร์เมนต์ ที่ดูแบบไม่คาดหวังอะไร

สามารถรับชม Boss Level ได้แล้ววันนี้ที่ HBO GO

Cr.ภาพ: IMDB

ติดตามบทความ ซีรีย์ – หนัง ในทุกสัปดาห์ได้ที่ news-entertainments.com

FB : รวมพลคนบันเทิง 

รีวิวซีรีส์ Stranger Things season 4 Part 2

รีวิวซีรีส์ Stranger Things season 4 Part 2

หลังจากที่เดือนที่แล้ว Stranger Things ซีซั่น 4 Part 1 ที่เป็น 7 Ep. แรกได้ฉายไปก็ได้สร้างกระแส และเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์ และคนดูอย่างล้นหลาม และทำให้แฟน ๆ ต่างตั้งใจรอดู Part 2 ของซีซั่นนี้อย่างใจจดจ่อ

โดยเนื้อหาในครึ่งหลังจะเป็นการทำภารกิจของแก๊งเด็กวัยรุ่นในเมืองฮอว์คกินส์ ที่ต้องหาทางปราบปีศาจร้ายแวคนา ก่อนที่มันจะทำลายเมืองนี้อย่างที่หวัง แต่ทว่าภารกิจนี้กลับเต็มไปด้วยอันตราย ที่เสี่ยงตาย ในขณะที่ด้าน แอล (มิลลี่ บ้อบบี้ บราวน์) ที่ได้พลังกลับคืนมาอีกครั้ง ก็ได้รับรู้ถึงแผนร้ายของ แวคนา และได้พยายามใช้พลังเพื่อช่วยเพื่อน ๆ ของเธอ ให้ผ่านพ้นภารกิจนี้ ด้าน ฮอปเปอร์ (เดวิด ฮาเปอร์ ) และ จอยซ์ (วีโอนา ไรเดอร์) ก็ต้องหาทางเอาชีวิตรอดจากค่ายมรณะของรัสเซีย และเดินทางกลับมายัง ฮอว์คกินส์อีกครั้ง

รีวิวซีรีส์ Stranger Things season 4 Part 2

สำหรับ Part 2 ของซีซั่นนี้ เรียกได้ว่าทำออกมายิ่งใหญ่สมการรอคอยมาก ๆ โดยจะเป็นสองตอนของทีวีซีรีส์ที่มีสเกลใหญ่ระดับเดียวกับหนังใหญ่ ทั้งความยาวตอนละมากกว่า 1 ชั่วโมง เนื้อหาที่มีความ Epic แบบยกระดับจากซีซั่นก่อน ๆ หลายเท่า นับว่าเป็นหนึ่งในคอนเทนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ Netflix เลยก็ว่าได้

ในขณะที่ด้านการเล่าเรื่องของสองตอนหลัง ก็ทำออกมาได้สนุกเหมือนเดิม โดยเฉพาะการมาในธีมผจญภัย สยองขวัญ ที่ทำให้ตลอดสองตอนนี้เต็มไปด้วยโมเมนต์ที่ชวนลุ้น ตื่นเต้นตลอดเวลา ในขณะเดียวกันซีรีส์ก็ยังคงความเป็นหนัง Coming of age ที่เล่าเรื่องของวัยรุ่นในเรื่องได้อย่างมีชีวิตชีวา เราจะได้เห็นความสัมพันธ์ที่เติบโตขึ้นไปอีกขั้นของตัวละคร ที่มีทั้งช่วงเวลาที่มีความสุข ช่วงเวลาทุกข์ และช่วงเวลาแห่งการสูญเสีย

ด้านโปรดักชั่นของซีรีส์ก็ถือว่าทำออกมาได้อลังการมาก ฉากในโลก Upside Down ครั้งนี้มีความน่ากลัว และยิ่งใหญ่กว่าเดิม มีฉากปล่อยพลังของ แอล ที่มีความเล่นใหญ่ รวมถึงฉากแอคชั้นในรูปแบบต่าง ๆ ที่จะทำให้หลาย ๆ ตัวละครดูเท่ยิ่งกว่าเดิม นอกจากนี้ฉากปิดซีซั่น ก็ทำออกมาได้พีคแบบสุด ๆ สมกับการเป็นซีซั่นที่ปูทางไปสู่บทสรุปของเรื่องในซีซั่นต่อไป

โดยรวม Stranger Things season 4 Part 2 นับว่าเป็นอีกการปิดซีซั่นของทีวีซีรีส์ที่ดีงามมาก ๆ เรื่องหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการเล่นสเกลที่ยิ่งใหญ่ขึ้น เนื้อหาที่สนุก เข้มข้นขึ้นราวกับเป็นคนละเรื่องจากซีซั่นแรก ๆ จึงไม่แปลกที่ซีรีส์เรื่องนี้จะเป็นหนึ่งในซีรีส์โปรดของหลาย ๆ คนในยุคนี้

สามารถรับชมซีรีส์ Stranger Things ทั้ง 4 ซีซั่นได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

Cr.ภาพ: Netflix

ลิงก์ตัวอย่าง: https://youtu.be/u38ZPcyrqHk

ติดตามบทความ ซีรีย์ – หนัง ในทุกสัปดาห์ได้ที่ news-entertainments.com

FB : รวมพลคนบันเทิง 

ต่อ-ธนภพ และ ไอซ์ซึ-ณัฐรัตน์ ร่วมเดินทางเพื่อบอกลาแฟนเก่า ในตัวอย่างหนังดราม่า เรื่องใหม่จาก GDH “One for the Road”

ปล่อยออกมาแล้ว สำหรับตัวอย่างเต็มจากหนังดราม่า โรแมนติก เรื่องล่าสุดจากค่ายหนังคุณภาพ GDH อย่าง One for the Road

ปล่อยออกมาแล้ว สำหรับตัวอย่างเต็มจากหนังดราม่า โรแมนติก เรื่องล่าสุดจากค่ายหนังคุณภาพ GDH อย่าง One for the Road หลังจากที่เมื่อต้นปีที่แล้วหนังเรื่องนี้ได้ถูกนำไปฉายในเทศกาลหนัง Sundance จนได้รับรางวัล World Cinema Dramatic Special Jury Award ซึ่งตัวหนังก็ได้มีกำหนดฉายในไทยต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้

โดย One for the Road จะว่าด้วยเรื่องราวของ บอส (ต่อ-ธนภพ) บาร์เทนเดอร์หนุ่มที่ได้เปิดบาร์ของตัวเองอยู่ในเมืองนิวยอร์ก และใช้ชีวิตแบบเพลย์บอย จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้รับโทรศัพท์จาก อู๊ด (ไอซ์ซึ-ณัฐรัตน์ นพรัตยาภรณ์) เพื่อนสนิทของเขาที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง อู๊ด ได้ขอให้ บอส เดินทางกลับมาที่ประเทศไทย เพื่อร่วมทำความฝันสุดท้ายให้เป็นจริง คือการเดินทางไปทั่วประเทศไทยเพื่อบอกลาแฟนเก่าของ อู๊ด ก่อนที่เขาอาจไม่มีโอกาสได้ทำมันอีก ซึ่งการเดินทางครั้งนี้มันก็ได้ทำให้ทั้งสองได้รู้คุณค่าของความรัก และการใช้ชีวิตด้วยเช่นกัน

หนังเป็นผลงานการกำกับของ บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ จาก ฉลาดเกมส์โกง เขียนบทโดย ไก่-ณฐพล บุญประกอบ จาก 2215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว และ เอหิปัสสิโก นอกจากนี้หนังเรื่องนี้ยังเป็นงานร่วมทุนสร้างของไทย จีน และฮ่องกง โดยได้ผู้กำกับมากฝีมืออย่าง หว่องกาไว (Chungking Express, In The Mood for Love) มาร่วมอำนวยการสร้าง

ส่วนทีมนักแสดงนอกจากจะได้ ต่อ-ธนภพ และ ไอซ์ซึ มาร่วมแสดงนำแล้ว หนังยังได้ทีมนักแสดงมากฝีมือของไทยมาร่วมแสดงอย่างคับจอ ไม่ว่าจะเป็น ออกแบบ-ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง (ฉลาดเกมส์โกง), วี-วีโอเลท วอร์เทียร์ (ฝากไว้ในกายเธอ), พลอย หอวัง, นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา (เพื่อนสนิท), ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ (ฉลาดเกมส์โกง) และ หญิง-รฐา โพธิ์งาม (จัน ดารา)

โดยจากตัวอย่างหนังยังมาพร้อมลายเซ็นของหนัง GDH ในการนำเสนอความเป็นดราม่าฟีลกู้ด ที่นำเสนอความสัมพันธ์ของสองเพื่อนสนิทออกมาได้ชวนประทับใจตั้งแต่แรกเห็น ส่วนลายเซ็นของ บาส-นัฐวุฒิ ยังคงมีให้เราเห็นในเรื่องนี้โดยเฉพาะความเป็นอินเตอร์ พร้อมทั้งตัวผู้กำกับยังใส่ความสนใจเรื่องเครื่องดื่มค็อกเทล เข้าไปในหนังได้อย่างกลมกลืนน่าสนใจ นอกจากนี้หนังยังใช้ความเป็น Road-Movie ได้อย่างน่าสนใจ เพราะหนังมีการถ่ายทำทั้งในประเทศไทย, ฮ่องกง และอเมริกาอีกด้วย ซึ่งหลังจากที่ฉายในเทศกาล Sundance ตัวหนังได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากทั้งคนดูและนักวิจารณ์ โดยหนังได้คะแนนจากนักวิจารณ์ในเว็บไซต์ Rotten Tomatoes 66%

สำหรับใครที่เป็นแฟนคลับของ GDH ในปีนี้ค่ายหนังคุณภาพแห่งนี้ก็ยังมีอีกสองผลงานที่เตรียมเข้าฉายในปี 2022 นี้ อย่าง บุพเพสันนิวาศ 2 ภาคต่อของละครสุดโด่งดัง ที่ครั้งนี้จะมาในรูปแบบภาพยนตร์ที่รับประกันความฮาคูณ2 จาก ปิ๊ง-อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม (รถไฟฟ้า มาหานะเธอ) และ Fast and Feel Love ผลงานหนังเรื่องล่าสุดของผู้กำกับสุดติสท์อย่าง เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ (ฮาวทูทิ้ง) ที่ได้ ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ มาร่วมแสดงนำ

One for the Road จะมีกำหนดฉายในไทย 10 กุมภาพันธ์ นี้ในโรงภาพยนตร์

Cr.ภาพ: GDH

ติดตามบทความ ซีรีย์ – หนัง ในทุกสัปดาห์ได้ที่ news-entertainments.com

FB : รวมพลคนบันเทิง 

รีวิวหนัง Venom: Let There be Carnage

รีวิวหนัง Venom Let There be Carnage

ผลงานภาคสองของหนัง Anti-Hero จากจักรวาล Spider-Man ของ Sony Pictures ที่ครั้งนี้ได้ แอนดี้ เซอร์คิส (Mowgli: Legend of the Jungle) มารับหน้าที่กำกับ พร้อมได้ทีมนักแสดงชุดเดิมกลับมาร่วมงานอีกครั้ง นำโดย ทอม ฮาร์ดี้ (Mad Max: Fury Road), มิเชล วิลเลี่ยม (Blue Valentine) และวู้ดดี้ ฮาร์เรนสัน (Zombieland) ที่ครั้งนี้มารับบทวายร้ายในภาคนี้อย่างเต็มตัว

หนังจะว่าด้วยเหตุการณ์หลังจากภาคแรก เมื่อ เอ็ดดี้ บล็อค (ทอม ฮาร์ดี้) นักข่าวหนุ่มที่ต้องปรับตัวใช้ชีวิตร่วมกับวีน่อม ปรสิตจากต่างดาวที่ต้องการอาหารตลอดเวลา แต่ด้วยความแตกต่างระหว่างคน กับเอเลี่ยนมทำให้ทั้งสองเป็นทั้งคู่หู และคู่กัด จนกระทั่ง เอ็ดดี้ ได้โอกาสไปทำข่าวของ คลีตัส คาเซดี้ (วู้ดดี้ ฮาร์เรนสัน) ฆาตกรต่อเนื่องชื่อดัง จากการพูดคุยครั้งนั้น เอ็ดดี้ก็ได้ข้อมูลสถานที่ลงมือฆาตกรรมของ คลีตัส จนสามารถเป็นหลักฐานทำให้เขาได้รับโทษประหาร แต่ในระหว่างที่ เอ็ดดี้ ได้ไปพบกับ คลีตัส อีกครั้งเขาดันเผลอทำให้ตนโดนคลีตัสกัดที่มือจนเลือดออก ทำให้ คลีตัส ได้รับพลังจากเลือดของ เอ็ดดี้ และก่อเกิดเป็น คาร์เนจ วายร้ายที่น่ากลัวไม่แพ้วีน่อม ที่พร้อมฆ่าทุกคนที่ขวางหน้า

ตัวหนังในภาคนี้ค่อนข้างมาพร้อมโทนหนังที่ต่างจากภาคแรกไปพอสมควร ด้วยการที่หนังได้นำเสนอภาพความสัมพันธ์ระหว่าง เอ็ดดี้ และวีน่อม ในด้านที่ดูเป็นบั้ดดี้เกรียน ๆ เต็มไปด้วยฉากทะเลาะกันที่ชวนขำเกือบตลอดทั้งเรื่อง แม้ว่าตัวหนังจะยังคงมีความโหด ตามสไตล์ Anti-Hero อยู่บ้าง แต่ความดาร์ก ความลึกลับ ระทึกขวัญในภาคนี้กลับลดทอนลงอย่างเห็นได้ชัด

ตัวหนังค่อนข้างดำเนินเรื่องกระชับ รวดเร็ว ด้วยเวลาเพียง 90 นาทีหนังใช้วิธีการปูความสัมพันธ์ และนำเสนอตัวละครเก่า ใหม่ ภายในเวลาอันสั้น แม้จะทำให้มิติตัวละครดูเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังดีที่ผู้ชมยังพอสามารถสนุก และลุ้นไปกับการกระทำของตัวละครได้ โดยเฉพาะตัว คลีตัส ที่มีความดาร์กแบบฆาตกรต่อเนื่อง ที่มาพร้อมความเลือดเย็นที่สมดีกรี

ในด้านฉากแอคชั่นในเรื่องนี้ค่อนข้างน้อยกว่าภาคแรกอยู่พอสมควร แต่กระนั้นต้องชื่นชมที่ทีมผู้สร้างยังสามารถถ่ายทอดความสามารถอันร้ายกาจของตัวคาร์เนจ ออกมาได้ดีเยี่ยม แต่ละฉากการปรากฎตัวของคาร์เนจ มีความบ้าพลัง ดุเดือด และทำให้หนังเรื่องนี้มีกลิ่นอายความระทึกขวัญ/สยองขวัญอยู่บ้าง และด้วยการสร้างตัวร้ายที่ทรงพลัง ก็ทำให้ฉากแอคชั่นไคลแมกซ์ของภาคนี้ดูสนุก สมการรอคอย เต็มไปด้วยฉากให้ชวนลุ้น ชวนเอาใจช่วย

โดยรวม Venom: Let There be Carnage เป็นภาคต่อที่อาจไม่ได้ดีงามกว่าภาคแรกนัก หนังมีปัญหาด้านบท และการเล่าเรื่องที่ชัดเจน แต่กระนั้นหนังก็ยังคงมีความบันเทิงที่เบาสมอง ดูง่าย ย่อยง่าย ที่น่าจะถูกใจคอหนังแอคชั่น หรือใครที่เป็นแฟนหนังมาร์เวลอยู่บ้าง

สามารถรับชม Venom: Let There be Carnage ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

Cr.ภาพ: Rotten Tomatoes

ติดตามบทความ ซีรีย์ – หนัง ในทุกสัปดาห์ได้ที่ news-entertainments.com

FB : รวมพลคนบันเทิง