รีวิวหนัง Tolkien : ชีวประวัติของผู้แต่ง Lord of the Rings ที่แฟนคลับผลงานชุดนี้จะต้องเซอร์ไพรส์

tolkien

อีสเตอร์ที่ใส่มาแบบจัดเต็ม แต่เสียดายที่หนังขาดความลึกซึ้งในการเล่าเรื่องชีวิตของตัวละครออกมาให้น่าจดจำชีวิตของตัวละครออกมาให้น่าจดจำ

เชื่อว่าใครที่เป็นคอหนัง หรือนักอ่านนิยายคงไม่มีใครไม่รู้จัก Lord of the Rings วรรณกรรมคลาสสิกที่สร้างแรงบันดาลใจ และอิทธิพลไปทั่วโลกจนถูกหยิบมาสร้างเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ และกำลังจะมีซีรีส์ฟอร์มยักษ์ในปีหน้า สำหรับ Tolkien คือหนังที่ว่าด้วยชีวประวัติของ เจ อาร์ อาร์ โทลคีน ผู้ประพันธ์หนังสือเรื่องดังกล่าว ที่จะพาทุกคนย้อนไปยังชีวิตในสมัยเด็กของเขา ไปจนถึงช่วงเวลาที่เป็นวัยรุ่น และได้ไปร่วมรบในสงครามโลก จนเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตของเขาก็ได้ทำให้ โทลคีน นำมันไปสร้างเป็นเรื่องราวการผจญภัยของเหล่าฮอบบิท และพันธมิตรแห่งแหวนที่กลายเป็นตำนานมาจนทุกวันนี้

Tolkien เรียกได้ว่ามาตามสูตรสำเร็จของหนังชีวประวัติ ด้วยการพาคนดูไปทำความรู้จักชีวิตของตัวผู้ที่ถูกนำมาเล่าอย่างละเอียด หนังมีการวางปมชีวิตตัวละครที่น่าติดตาม เริ่มจากการพูดถึงชีวิตในวัยเด็กของโทลคีน ที่แม่ชอบเล่านิทานก่อนนอนให้เขาและน้องฟังทุกวัน จนเขาต้องกลายมาเป็นเด็กกำพร้าหลังจากสูญเสียแม่ จนทำให้ โทลคีน กลายเป็นคนที่มีต้นทุนชีวิตน้อยกว่าคนอื่น ด้วยการนำเสนอปมชีวิตเป็นจุดเริ่มต้น ทำให้คนดูอยากเอาใจช่วยไปกับตัวละครนี้ตั้งแต่แรกเห็น นอกจากนี้หนังยังเล่าเรื่องแบบตัดสลับฉาก ระหว่างสองเส้นเรื่องคือเหตุการณ์ช่วงที่ โทลคีน ไปร่วมสงคราม และเส้นเรื่องหลักที่เป็นเหตุการณ์ในอดีต ซึ่งทำให้หนังดูสนุก มีสีสัน ให้ได้ติดตามว่าทั้งสองเส้นเรื่องเชื่อมโยงกันอย่างไร

และด้วยความที่เป็นหนังที่ว่าด้วยชีวประวัติของคนแต่ง Lord of the Rings อีกหนึ่งความสนุกของหนังชุดนี้ ที่น่าจะถูกใจแฟนนิยายของโทลคีนเป็นอย่างยิ่งคือการใส่อีสเตอร์เอ้ก หรือการใส่สัญลักษณ์จากนิยาย เข้ามาสอดแทรกให้เห็นตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งงานโปรดักชั่นของหนัง ก็ทำออกมาเพื่อเคารพต่อตัวหนังของ ปีเตอร์ แจ็คสัน อยู่เช่นกัน ทำให้นอกจากการที่หนังเรื่องนี้จะพยายามเชิดชูตัว โทลคีนแล้ว นี่ยังเป็นหนังที่ทำมาเพื่อสรรเสริญการผจญภัยอันยิ่งใหญ่ของผลงานของเขาชุดนี้อีกด้วย

ส่วนที่น่าเสียดายของ โทลคีน คือการใช้ประโยชน์จากความเป็นหนังชีวประวัติของผู้สร้าง Lord of the Rings ได้ไม่คุ้มค่าเท่าที่ควร ตัวหนังค่อนข้างหนักไปที่ชีวิตช่วงวัยรุ่นของเขา ซึ่งเป็นช่วงที่เขาได้พบกับเพื่อน ๆ ที่สนิทกัน จนเกิดเป็นแก๊งดื่มน้ำชา และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องวรรณกรรม ศิลปะ และดนตรี รวมทั้งยังเป็นช่วงที่ โทลคีน ได้พบรักกับ อีดิท คู่ชีวิตของเขาอีกด้วย โดยหนังก็หนักเนื้อหาไปในส่วนดังกล่าว คือการเป็นหนังชีวิตวัยรุ่น ที่มีดราม่า เคล้าโรแมนติก แต่ทว่าหนังกลับให้พื้นที่กับพรสวรรค์ด้านวรรณกรรม และภาษาของเขาน้อยเกินไป ทำให้ใครที่หวังจะได้เห็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานอันโด่งดังของ โทลคีน อาจต้องผิดหวังเพราะหนังแตะต้องมันเพียงน้อยนิดช่วงท้าย ๆ เท่านั้น

ในด้านการแสดง ทีมนักแสดงนำในเรื่องนี้ค่อนข้างทำออกมาได้ดีสมบทบาท นิโคลัส ฮอลท์ สามารถสวมบทบาทเป็น โทลคีน ที่มีเสน่ห์ และบุคลิกที่น่าหลงใหล น่าค้นหา ในขณะที่ ลิลลี่ คอลลิน ในเรื่องนี้ก็ยังถ่ายทอดบทนางเอกของเรื่อง ได้อย่างงดงาม เคมีการแสดงของเธอ และ ฮอลท์ สามารถทำให้คนดูเชื่อ และรู้สึกร่วมไปกับความสัมพันธ์ของตัวละครทั้งสองได้เป็นอย่างดี

โดยรวม Tolkien เป็นหนังที่แฟนนิยาย และหนังชุด Lord of the Rings น่าจะชื่นชอบไม่น้อย เพราะนี่เป็นหนังที่ทำออกมาเพื่อทั้งเชิดชูตัวผู้สร้าง และสรรเสริญผลงานของเขา ตลอดทั้งเรื่องคนดูจะได้เห็นอีสเตอร์เอ้ก และสัญลักษณ์จากผลงานชุดนี้มาให้เซอร์ไพรส์กันแบบจุใจ แต่หากใครที่หวังดูเพื่ออยากรู้แรงบันดาลใจของโทลคีน ที่แต่งนิยายชุดนี้อาจต้องผิดหวังพอสมควร เพราะหนังหนักไปที่ชีวิตบางช่วง และความคิด ความสามารถของ โทลคีนเท่านั้น หาได้เป็นหนังที่โฟกัสไปที่ชีวิตของเขาและนิยายชุดนี้แต่อย่างใด

สามารถรับชม Tolkien ได้แล้ววันนี้ที่ Disney+ Hotstar

Cr.ภาพ : IMDB

Anthony Mackie รับบท John Doe ใน Twisted Metal

Anthony Mackie

Anthony Mackie นักแสดงชื่อดังมารับบทเป็น John Doe หนึ่งในตัวละครของเกม Twisted Metal

ก่อนที่จะเข้าไปพูดถึงเกี่ยวกับตัวนักแสดงอย่าง Anthony Mackie ก็ต้องขอเกริ่นเรื่องราวเกี่ยวกับ Twisted Metal เสียก่อน

Twisted Metal เป็นเกมที่อยู่ในเครือของ Sony โดยสร้างขึ้นมาให้เล่นบนเครื่อง PlayStation และออกมาครั้งแรกในปี 1995 โดยรูปแบบของเกมนั้นเป็นเกมแนวขับรถไล่ล่าและทำลายรถคันอื่น ๆ เรียกง่ายๆ ว่าเป็นเกมต่อสู้โดยใช้รถยนต์นั่นเอง ซึ่งในอดีตบนเครื่อง PlayStation ก็เป็นอีกหนึ่งเกมที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเลยทีเดียว ภายในเกมมีตัวละครมากมายรวมถึงรถยนต์หลากหลายรูปแบบให้ผู้เล่นได้เลือกเล่นโดยรถยนต์แต่ละคันก็จะมีอาวุธและท่าไม้ตายแตกต่างกันออกไปซึ่งทำให้เกิดเป็นความสนุกที่ถ้าได้ลองเล่นแล้วจะไม่มีวันลืมอย่างแน่นอน

นอกจาก Sony จะเป็นผู้พัฒนาเกมชั้นนำของโลกยังเป็นบริษัทที่นำเกมที่ตนเองสร้างมาทำเป็นภาพยนตร์อีกด้วยตัวอย่างเช่น The Last of Us ที่ได้ถูกนำมาทำเป็นซีรีส์บน Sony TV และเช่นเดียวกันทาง Sony ก็จะมีการนำเกม Twisted Metal มาทำเป็นซีรีส์ ซึ่งได้รับการเขียนบทโดย Rhett Reese และPaul Wernick ซึ่งเป็นผู้สร้างภาพยนตร์อย่าง Deadpool โดยในซีรีส์ Twisted Metal ได้นำนักแสดงชื่อดังอย่าง Anthony Mackie มารับบทเป็น John Doe หนึ่งในตัวละครของเกม Twisted Metal ที่ขับรถที่มีชื่อว่า “RoadKill” ซึ่งทาง Deadline สื่อพี่ออกมาเผยแพร่ข้อมูลบอกด้วยว่า Anthony Mackie จะมามีบทบาทเป็น “Smart-ass milkman” ชายผู้ที่ไม่หลงเหลือความทรงจำในอดีต เขาจะต้องเอาตัวรอดจากดินแดนที่ถูกทอดทิ้งเพื่อที่จะไปส่งแพ็คเกจปริศนาด้วยความหวังที่จะหาสังคมของตนเอง

สำหรับ Anthony Mackie เป็นนักแสดงที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงเวลาที่ผ่านมาโดยเฉพาะบทบาทของเขาภาพยนตร์ของค่าย Marvel Studio ที่เขาได้รับบทเป็น Falcon ตัวละครหนึ่งในทีม Avengers และเขาเป็นตัวละครตัวหนึ่งที่มีความสนิทชิดเชื้อกับ Captain America ที่แสดงโดย Chris Evans ซึ่งหลังจากจบ Marvel ในเฟสที่ 3 เขาก็ได้มีบทบาทมากขึ้นโดยเขาได้เปลี่ยนบทบาทจาก Falcon มาเป็น Captain America คนที่ 2 แล้วมีซีรีส์เป็นของตนเองที่ร่วมแสดงกับ Winter Soilder ที่นำแสดงโดย Sebastian Stan ในซีรีส์ Falcon and the Winter Soldier

อย่างไรก็ตามซีรีส์ Twisted Metal ยังไม่มีกำหนดออกฉาย แล้วเราคงต้องติดตามข่าวสารต่อไปในอนาคตว่าจะมีเรื่องราวความคืบหน้าเกี่ยวกับซีรีส์เรื่องนี้อย่างไร

ภาพจาก Wallpapercave

ข้อมูลจาก Cnet

ติดตามบทความ บันเทิง ดารา-นักร้อง ในทุกสัปดาห์ได้ที่ news-entertainments.com

FB : รวมพลคนบันเทิง

สิบสองหนังซูเปอร์ฮีโร่ DC ในสิบปี จัดลำดับเรื่องไหนปังเรื่องไหนแป้ก

DC comic

ต้องบอกว่า ความสำเร็จของซูเปอร์ฮีโร่ค่าย DC comic ในเชิงภาพยนตร์นั้นมีมานานก่อนค่าย Marvel สตูดิโอมากๆ นับจากวันที่ Superman ที่กำกับโดย สตีเวน สปีลเบิร์ก ในปี 1978 โลกภาพยนตร์ก็วนเวียนอยู่กับฮีโร่ค่าย DC มาตลอด ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งสุดท้ายในช่วง 2005-2012 คือ ไตรภาค Batman ที่กล่าวกันว่าเป็นไตรภาคที่ดีที่สุดตลอดกาลของอัศวินรัตติกาล  หลังจากนั้นมา DC ก็มีอาการลุ่มๆดอนๆมาตลอดกว่าจะมาจับทางถูกเอาช่วงหลังๆ เรามาดูกันว่าในช่วงสิบปีที่ผ่านมา มีหนังจาก DC เรื่องใดบ้างที่ปังและแป้กบ้าง โดยเรียงจากคะแนน IMDB

Wonder Woman 1984 (2020)

คะแนน IMDB: 5.4

ทุนสร้าง: 200 MUSD

รายได้: 166.5 MUSD

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าหนังที่แป๊กในด้านคะแนนมากที่สุด คือ Wonder Woman 1984 ที่ปัญหาน่าจะไม่ใช่เพราะตัวหนังไม่ดีมากๆ

แพ็ตตี้ เจนกิ้นส์ จัดให้ Wonder Woman 1984 เป็นหนังพลังผู้หญิง พลังรักแบบเต็มสูบ ซึ่งมันก็ไม่ผิดอะไร ใครได้ดูก็น่าจะเห็นตรงกันว่ามันก็สนุกดี แต่คนดูอยากเห็นฉากแอ็คชั่นมันระเบิดกับเนื้อเรื่องแบบมีโศกนาฏกรรมรันทดมากกว่า เรียกว่า Wonder Woman 1984 อยู่นอกสูตรของหนังฮีโร่ว่างั้นเถอะ

แต่ส่วนที่ได้รายรับน้อยก็มาจากการมาของโควิด19  เพราะเจนกิ้นส์ยืนยันหัวเด็ดตีนขาดก็ต้องฉายในโรงภาพยนตร์เท่านั้น ผลที่ได้คือความหายนะทางรายได้ครั้งหนึ่ง แต่คาดว่ายังไงทางวอร์เนอร์น่าจะเอาคืนได้บ้างจากการส่งสตรีมมิ่งในภายหลัง

Suicide Squad (2016)

คะแนน IMDB: 5.4

ทุนสร้าง: 175 MUSD

รายได้: 745 MUSD

หนังที่โดนด่าจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ใน  Rotten Tomata รวบรวมคะแนนนักวิจารณ์ได้ที่ 26% ในขณะที่คนดูก็ด่ายับในแทบจะทุกเรื่อง  ดารานำอย่างวิล สมิธยังกล่าวว่าตัวเขาไม่น่ารับเล่นเรื่องนี้

แต่ Suicide Squad ก็ทำรายได้ไปไม่น้อยแบบที่หนังดีๆบางเรื่องยังทำไม่ได้เลย สาเหตุอาจจะเพราะคนดูน่าจะอยากดูว่าหนังรวมดาวร้ายเรื่องแรก และไอเดียมันสดใหม่มากในตอนนั้น

กับอีกอย่างคือกระแสบอกต่อว่า ฮาลี ควินน์ ของ มาร์โก้ ร็อบบี้เป็นอะไรที่น่าจดจำถึงน่าจดจำที่สุด และเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของเรื่องที่ว่ากันว่าห่วยที่สุด

แต่เอาเข้าจริงๆ Suicide Squad แม้ว่าคำวิจารณ์จะออกมาแบบลากไปตบกลางสี่แยก แต่ก็สนุกกว่าหนังหลายต่อหลายเรื่อง ไม่ถึงกับเสียเวลาดู

Justice League (2017)

คะแนน IMDB: 6.1

ทุนสร้าง: 300 MUSD

รายได้: 658 MUSD

นี่เป็นเรื่องแรกของการเอาทีมซูปฮีโร่ของ DC มารวมกันได้ นั่นคือ ซูเปอร์แมน แบทแมน วันเดอร์วูแมน แฟลช ไซบอร์ก และอะควาแมน แถมยังเป็นทุนสร้างที่สูงปรี๊ดมากที่สุดในบรรดาหนังในค่ายทั้งหมด แต่ Justice League กลับสร้างความทรงจำให้กับคนดูได้น้อยมาก เพราะเรื่องถูกเล่าอย่างรวบรัดตัดแล้วตัดอีกจนยากที่จะอิน แต่ว่ายังดีที่มีฮีโร่ที่แฟนๆชอบอยู่ในเรื่อง กับเนื้อเรื่องที่พอถูไถไปได้ คะแนนก็เลยไม่รูดลงมากไปกว่านี้

Birds of Prey (2020)

คะแนน IMDB: 6.1

ทุนสร้าง: 83 MUSD

รายได้: 203 MUSD

ก่อนอื่น Birds of Prey คือหนังที่ฉายช่วงโควิดระบาดหนัก ที่สามารถทำกำไรให้วอร์เนอร์ได้พอสมควร และนี่เป็นหนังที่ไม่มีฮีโร่หรือตัวร้ายหลักเลย มีเพียงคนเดียวคือ ฮาลีย์ ควินน์ ที่รับบทโดย มาร์โก้ ร็อบบิ้น ซึ่งถ้าพูดแบบไม่สนใจองค์ประกอบอื่นๆเลย ฮาลีย์ ควินน์ ในเรื่องนี้โดดเด่นและเปล่งประกายยิ่งกว่าใน Suicide Squad มากๆเลย เธอเล่นบทแอ็คชั่นได้มันมาก แถมตัวละครสมทบที่เป็นหญิงทั้งหมดทำหน้าที่ได้ดีทุกคนในฐานะทีม Birds of Prey ทีมพลังหญิงแห่งก็อตแธม

แต่ที่รายได้ของ Birds of Prey ไปไม่ไกลก็เพราะวายร้ายมันไม่ค่อยร้ายนี่แหละ ยวน แม็คเกรเกอร์ อุตส่าห์พลิกมารับบทร้ายแล้วเล่นก็ดีมาก แต่ตัวละครมันอ่อนเกิน และบทที่ให้มามันยวบยาบเกินไป ทำให้ร้ายยังไงก็ไม่สุด

Batman v Superman: Dawn of Justice (2020)

คะแนน IMDB: 6.4

ทุนสร้าง: 250 MUSD

รายได้: 873 MUSD

หนังเรื่องแรกในจักรวาล DC ที่เอาแบทแมนมาปะทะกับซูเปอร์แมน และเป็นการปรากฏตัวบนเฟรมเดียวกันเป็นเรื่องแรกในโลกภาพยนตร์ แถมปล่อยภาพตัวเอย่าง วันเดอร์วูแมน โผล่มาด้วยทำให้ทำกำไรไปได้เยอะทีเดียว

แต่ว่าคะแนนคำวิจารณ์ Batman v Superman: Dawn of Justice ออกมาไม่ค่อยดีเท่าไหร่ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ DC ไม่ค่อยไว้วางใจผู้กำกับ แซ็ค ชในเดอร์

ที่ได้คะแนนส่วนหนึ่งมาจากการเล่าเรื่องที่ต้องบอกว่ามันออกจะยืดยาดไปสักนิดสำหรับคนรุ่นใหม่ แต่ตัวเนื้อเรื่องก็พอมีประเด็นดูได้สนุก

Aquaman (2018)

คะแนน IMDB: 6.9

ทุนสร้าง: 175 MUSD

รายได้: 1148 MUSD

Aquaman ในปี 2018 ถือว่าเป็นตัวความหวังของ DC ด้วยการกำกับของเจมส์ วานน์ ผู้กำกับสายสยองขวัญที่มาทำให้หนัง Aquaman เป็นหนังที่มีชีวิตชีวามากที่สุดในหนัง DC ทุกเรื่องเพราะบทสนทนาที่มีความเป็นธรรมชาติมากๆ และมีการเล่าเรื่องที่ไหลลื่นไม่ติดขัด โดยไม่ลืมเก็บแอ็คชั่นเท่ๆให้แฟนคลับได้ชื่นใจ

งานสเปเชียลเอฟเฟคของ Aquaman ยอดเยี่ยมสมจริง ทั้งผมเผ้าที่พริ้วอยู่ในน้ำ ทั้งสัตว์น้ำพาหนะ ทั้งฉากต่อสู้ทำออกมาได้สาสมใจแฟนหนังแนวนี้

ในส่วนของรายได้ Aquaman ที่ทำเงินเกินพันล้านเหรียญพร้อมกับคำชื่นชมของแฟนหนังล้นหลาม แม้ว่าคะแนนIMDB จะไม่สุดแต่ก็นับว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

Man of Steel (2013)

คะแนน IMDB: 7.0

ทุนสร้าง: 225 MUSD

รายได้: 668 MUSD

ถ้าไออนแมนเป็นเรือธงของมาร์เวล Man of Steel ก็เป็นเรือธงของ DC ในยุคสิบปีหลังมานี้ การได้แฮนรี่ คาร์วิลล์ มาแสดงเป็นซูเปอร์แมนถือว่าเป็นโชคดีอย่างหนึ่งของ DC เพราะเขาเล่นเป็นซูเปอร์แมนได้ในแบบที่เป็นของเขาเอง โดยไม่อยู่ใต้ร่มเงาของคริสโตเฟอร์ รีฟอีก

แม้ว่านักวิจารณ์จะไม่ปลื้มก็ตามเพราะว่าหนังออกแนวแอ็คๆ มีฉากให้ดูท่าเท่ๆของซูเปอร์แมนเกือบตลอดเรื่อง แต่มันจะเป็นไรไป เพราะคำชมจากคนดูนั้นล้นหลาม

แซ็ค ชไนเดอร์ผู้กำกับ Man of Steel ได้สร้างสรรค์คือสิ่งที่คนอยากเห็นและไม่ได้เห็นมานาน บวกกับตัวเรื่องก็ถือว่าสนุกมีประเด็นน่าสนใจ และมีเรื่องให้เซอร์ไพรซ์แบบพอดีๆ เรียกว่าไม่ย่ำรอยเก่าทุกอย่างทุกประเด็น ทำให้ Man of Steel ดูสนุกและไม่น่าเบื่อ

Shazam! (2019)

คะแนน IMDB: 7.0

ทุนสร้าง: 90 MUSD

รายได้: 364 MUSD

นี่คือหนังซูเปอร์ฮีโร่ทุนต่ำ ที่หมดเงินส่วนหนึ่งไปกับค่าชุดที่ออกแบบพิเศษ และต้องบอกว่า Shazam โชคดีที่เข้าฉายช่วงที่โควิดระบาดไม่สุด ทำให้พอมีรายได้แบบเข้าตาสตูดิโอ จนต้องทำภาคต่อแน่ๆ

Shazam มีเนื้อเรื่องสนุก แหวกแนวและแหวกขนบประเพณีของฮีโร่ไปมาก โดยจำกัดกรอบการเล่าอยู่ในรูปแบบเด็กดูได้ผู้ใหญ่ดูดี

ด้วยความลงตัวหลายอย่างมากๆ ทำให้ได้รับคำวิจารณ์เป็นไปในแบบหรูหรา ทั้งในฟากนักวิจารณ์และฝั่งคนดู ถ้าถามว่าเป็นหนังที่สมบูรณ์หรือเปล่าอาจจะไม่ใช่ แต่องค์ประกอบที่มีความฮาผสมเข้าไป เป็นอะไรที่ DC ไม่เคยทำมาก่อน จึงออกมาเป็นรรสชาติแปลกใหม่สำหรับคนดู

ในด้านความสนุกจากการรับชม Shazam น่าจะอยู่ระดับท็อป3ของหนัง DC

Wonder Woman (2017)

คะแนน IMDB: 7.4

ทุนสร้าง: 90 MUSD

รายได้: 364 MUSD

หนังที่เป็นหนึ่งในสี่เรื่องท็อปที่ได้ทั้งเงินทั้งคำวิจารณ์ด้านบวกจากทั้งแฟนหนังและนักวิจารณ์ ส่วนหนึ่งมาจาก แกล กาดอท ที่แสดงเป็นวันเดอร์วูแมนได้แบบไม่มีใครตั้งคำถาม แกล กาดอทได้กลายเป็นภาพจำของวันเดอร์วูแมนยุคใหม่ไปแล้ว ไม่ต่างอะไรกับที่โรเบิร์ต ดาวน์นี่ จูเนียร์กลายเป็นภาพจำของโทนี่ สตาร์ค

สิ่งที่ Wonder Woman ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมก็คือ การนำเรื่องราวสมัยสงครามโลกเข้ามาผสมกับเผ่าพันธุ์ครึ่งเทพอย่างอะเมซอนเป็นพื้นหลัง แล้วให้ไดอาน่าพกพาความไร้เดียงสาออกไปเผชิญโลกภายนอก เป็นส่วนผสมที่สร้างความสดชื่นในช่วงต้นก่อนที่จะใช้ความโศกเศร้าเป็นก้าวสำคัญที่พาเธอไปสู่การเป็นนักรบของอะเมซอนอย่างเต็มตัวในชื่อ Wonder Woman

The Suicide Squad (2021)

คะแนน IMDB: 7.5

ทุนสร้าง: 150 MUSD

รายได้: ยังสรุปไม่ได้ ณ วันที่เขียนบทความ ยังฉายอยู่ในหลายพื่นที่

หนังภาคต่อในชุด ฮาลีย์ ควินน์ หลังจาก Bird Of Preys หลังเกิร์ลพาวเวอร์ที่สาวๆแอ็คชั่นกันมันหยด มาถึงการรวมดาวร้ายอีกครั้งในภารกิจกู้โลกโดยมี เจมส์ กันน์ เจ้าของงานพลิกอารมณ์มาร์เวลสตูดิโอ Guardians of the Galaxy ทั้งสองภาค

เจมส์ กันน์ ข้ามฟากมาDC เพื่อช่วยพลิกแนวทางของ The Suicide Squad ให้มันมีจังหวะจี๊ดโดนใจ

จุดเด่นของงาน เจมส์ กันน์ คือมีครีเอทีฟแบบตลกร้าย กับตัวละครที่มีคาแรคเตอร์โดดเด่น โดยมักจะจ่ายบทแบบไม่ขาดไม่เกินให้กับตัวละครได้ทุกตัว ดังนั้น The Suicide Squad ที่มีการวางเนื้อเรื่องโดยใช้ตัวละครวายร้ายหลายตัวนั้นเข้ามือ เจมส์ กันน์ มากๆ โดยเฉพาะ ฮาลีย์ ควินน์ ที่มาร์โก้ ร็อบบิ้นเล่นเป็นคาแรคเตอร์ที่ต่อให้บทห่วยยังไงก็ฉุดพลังเธอไว้ไม่อยู่ เมื่อมาอยู่ในมือของเจมส์ กันน์ ยิ่งไปกันใหญ่

Zack Snyder’s Justice League (2021)

คะแนน IMDB: 8.1

ทุนสร้าง: 70 MUSD (ค่าสเปเชียลและตัดต่อเพิ่มเติม)

รายได้: ไม่มีการเปิดเผย (ผ่านสตรีมมิ่งอย่างเดียว)

Justice League ของ แซ็ค ชไนเดอร์ เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน เมื่อผู้กำกับที่หนังที่ตัวเองทำแล้วได้ตกไปอยู่ในมือของคนอื่นไปแล้ว แล้วกลับมาทำมันใหม่ให้เป็นแบบที่ตัวเองตั้งใจไว้ ผ่านการกดดันจากโซเชียลมีเดียของเหล่าแฟนเดนตายของซูปเปอร์ฮีโร่ DC ทำให้มีโอกาสได้นำฟุตเทจ Justice League มาตัดต่อและเติมสเปเชี่ยลเอฟเฟกส์ จนกลายเป็นหนังเก่าชื่อใหม่ Zack Snyder’s Justice League แล้วนำออกมาฉายผ่านระบบสตรีมมิ่งอย่างเดียว  ที่แม้ว่ารายได้จะไม่เป็นที่เปิดเผยแต่ยอดดาวน์โหลดรับชมมากกว่า 3.5 ล้านครัวเรือนในสิ้นสัปดาห์ที่ฉาย ก็เป็นสิ่งที่ช่วยการันตีความนิยมของผู้ชมได้

และมันได้กลายเป็นหนังที่ได้รับคำชมมากมายจากผู้ชมและนักวิจารณ์ ในฐานะหนังที่สมบูรณ์ในเนื้อหา แถมยังทำให้ไม่มีใครจำได้เลยว่า Justice League ที่วอร์เนอร์ปล่อยออกมาตอนปี 2017 มันคืออะไรอย่างน่าสงสาร

Zack Snyder’s Justice League กลายเป็นไบเบิลของเหล่าแฟนDC เดนตายอยู่ช่วงหนึ่งชนิดที่ไปแตะต้องละก็จะถูกสาวกDCตามเม้นกันเป็นพรวน สาเหตุเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวที่เชิดหน้าชูตาชาวDC ขึ้นมาได้ในความเป็นepicที่พอจะชนกับ The Avengersของมาร์เวลได้

Joker (2019)

คะแนน IMDB: 8.4

ทุนสร้าง: 65 MUSD

รายได้: 1073 MUSD

Joker เป็นความภาคภูมิใจของ DC และวอร์เนอร์ ที่คว้าออสการ์ดารานำชายมาได้ด้วยฝีมือการแสดงของ วาคิน ฟีนิกซ์ ผู้รับบท โจ๊กเกอร์ และ โจ๊กเกอร์ ก็เป็นตัวละครตัวเดียวในโลกคอมมิคจากทุกค่ายที่มีรางวัลออสการ์เป็นของตัวเองถึง 2 ครั้ง! 

มีเรื่องที่สามารถพูดถึงได้มากๆๆๆๆเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ แต่ถ้าจะบอกสั้นๆ โจ๊กเกอร์ ในมือฟีนิกส์ เป็น โจ๊กเกอร์ ที่รวมความบ้าคลั่ง เสียสติ ความหดหู่ และความน่าเวทนาเข้าด้วยกัน กลายเป็นตัวร้ายที่เกลียดก็ไม่ได้ รักก็ไม่ไหวตัวหนึ่ง

ผู้กำกับ ท็อดด์ ฟิลลิปส์ เขียนเรื่องออกมากโดยมี ฟีนิกส์เป็นภาพในใจตั้งแต่แรก และประกาศว่าถ้าฟีนิกส์ไม่เล่นเรื่องนี้ก็คงไม่ได้ทำ ในขณะที่ฟินิกส์รับเล่นแต่ถ้าหาเสียงหัวเราะของโจ๊กเกอร์ไม่ได้ก็ไม่เล่น สุดท้ายก็กลายเป็นเสียงหัวเราะสุดขมขื่นสุดดาร์คในประวัติศาสตร์โลกภาพยนตร์ ใครที่เคยดู Joker น่าจะจำได้ว่ามันน่าขนลุกขนาดไหน

Joker เป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยากมาก ในฐานะหนังเกี่ยวกับซุปเปอร์ฮีโร่ที่ไม่มีซุปเปอร์ฮีโร่อยู่ในเรื่องแล้วสามารถทำรายได้ล้นหลามขนาดนี้

สรุปได้ว่า Joker ดีเลิศแบบที่ วาคิน ฟีนิกซ์ แบกหนังไว้คนเดียว จัดให้โดย ท็อดด์ ฟิลลิปส์

ติดตามบทความ ซีรีส์-หนัง ในทุกสัปดาห์ได้ที่ news-entertainments.com